สมาคมพยาบาลโรคไต

พิมพ์

การรักษาโรคไตโดยวิธีฟอกเลือด

เขียนโดย Administrator. Posted in Demo category

sam-10_140_105

สถานการณ์การรักษาโรคไตโดยวิธีฟอกเลือด ฟอกล้างของเสียออกทางช่องท้องและปลูกถ่ายไตในปัจจุบัน เมื่อไตเป็นโรครุนแรงจนเสียการทำงาน มีสมรรถภาพไตเหลือน้อยกว่าร้อยละ 10 ของคนปกติ ก็ก่อให้อาการเจ็บป่วยอย่างชัดเจนจากการมีของเสียคั่งในร่างกาย

ของเสียเหล่านี้มาจากกระบวนการเผาผลาญอาหารที่รับประทานเป็นส่วนใหญ่ ก่อให้เกิดอาการโลหิตจาง ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะออกน้อยลง อาการบวมซึ่งเมื่อรุนแรงมากขึ้นก็มีอาการหอบ เหนื่อย นอนราบไม่ได้ ระยะท้ายกระตุก ซึม หมดสติ และอาจมีอาการชัก  โดยทั่วไปเมื่อไตหยุดการทำงานและไม่มีการฟื้นตัวของสมรรถภาพไตอีก  ผู้ป่วยก็ยังมีชีวิตต่อไปอีกระยะหนึ่งด้วยความทุกข์ทรมานและที่สุดก็เสียชีวิตไปในเวลาไม่กี่สัปดาห์
วงการแพทย์ในยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้ใช้วิธีการปลูกถ่ายไตครั้งแรก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497  ต่อมามีการใช้เครื่องไตเทียมฟอกเลือด (hemodialysis) ในปี พ.ศ. 2503 และมีการพัฒนาวิธีการฟอกล้างของเสียออกทางช่องท้อง (peritoneal dialysis) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 การรักษาโรคไตทั้งสามวิธีจัดว่าเป็นการรักษาเพื่อทดแทนไตที่ไม่สามารถทำงานได้เองอย่างเพียงพอ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอยู่รอดอยู่ได้เป็นเวลานาน  โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดีพอสมควร เป็นความมหัศจรรย์ในทางการแพทย์  แต่ก็ก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และจริยธรรมอย่างกว้างขวางในวงการแพทย์เมื่อพบว่าวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ช่วยชีวิตได้แต่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงมาก  ในปัจจุบันแต่ละวิธีทั้งสามวิธีต้องใช้ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือนต่อคน  ในขณะที่ส่วนใหญ่ของผู้ที่ป่วย รวมทั้งครอบครัวและญาติพี่น้องไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง ทำให้ผู้ที่ป่วยเป็นจำนวนมากไม่ได้รับการรักษา  ปัจจุบันในประเทศไทย ผู้ที่ป่วยที่เป็นข้าราชการ ลูกจ้างของราชการ รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งครอบครัว และ ผู้ที่มีประกันสังคมเท่านั้นที่มีสิทธิเบิกค่ารักษาด้วยวิธีรักษาทดแทนไตทั้งสามวิธี  ส่วนผู้ที่ใช้บัตรทองยังไม่สามารถเบิกค่ารักษาด้วยวิธีดังกล่าว แต่ข่าวดีก็คือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช.ซึ่งเป็นองค์กรบริหารงานโครงการ “30 บาทรักษาทุกโรค” กำลังทุ่มเทความพยายามที่จะให้การช่วยเหลือผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทย
ศาสตราจารย์นายแพทย์รจิต บุรี เป็นอายุรแพทย์โรคไตและเป็นอดีตเสรีไทยสายยุโรปผู้มีส่วนสำคัญในการกอบกู้เอกราชของประเทศในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  ท่านได้เดินทางไปรับการฝึกอบรมเพิ่มเติมในสหรัฐฯ และได้มีส่วนร่วมสำคัญในการพัฒนาการรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมร่วมกับศาสตราจารย์นายแพทย์ Belding Scribner ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ที่สหรัฐอเมริกา  หลังจากประสบความสำเร็จร่วมกับทีมแพทย์ในสหรัฐฯ ศาสตราจารย์นายแพทย์รจิตฯ ได้เดินทางกลับประเทศไทยและนำเครื่องไตเทียมมาเริ่มให้การรักษาผู้ป่วยในประเทศไทยครั้งแรกที่ ร.พ.ศิริราช ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505  นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีการพัฒนาการรักษาโรคไตในประเทศไทย มีการเปิดการผ่าตัดปลูกถ่ายไตครั้งแรกที่ ร.พ.จุฬาลงกรณ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2515 และ ร.พ.ศิริราชเริ่มมีการใช้การรักษาผู้ป่วยไตวายด้วยการฟอกล้างช่องท้องถาวร (continuous ambulatory peritoneal dialysis หรือ CAPD) เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525  วงการแพทย์ในประเทศไทยให้ความสนใจโรคไตและมีการขยายงานรักษาผู้ป่วยด้วยโรคไตอย่างต่อเนื่องกว้างขวางตลอดมา  จนในปัจจุบันนี้ ข้อมูลของสมาคมโรคไตรวบรวมในปี พ.ศ. 2548 พบว่าทั่วประเทศไทยมีศูนย์การแพทย์ที่รักษาผู้ป่วยโรคไตประมาณ 350 แห่ง แต่อย่างไรก็ตามพบว่าร้อยละ 42 (148 แห่ง) ของศูนย์ไตเทียมเหล่านี้อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดในปริมณฑลอันได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม  ส่วนที่เหลือกระจายตัวในต่างจังหวัดทั่วประเทศ  ในจำนวนศูนย์โรคไตทั้งหมดสามารถให้การรักษาด้วยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมได้ แต่มีเพียง 51 แห่ง ที่มีบริการฟอกล้างช่องท้องถาวร และมีเพียง 24 แห่งที่มีบริการปลูกถ่ายไต

นอกจากนั้นพบว่าครึ่งหนึ่งของศูนย์โรคไตทั้งหมดของประเทศเท่านั้นที่เป็นสถานพยาบาลของรัฐ ในแง่บุคลากรการแพทย์ พบว่ามีแพทย์ที่ได้รับวุฒิบัตรและอนุมัติบัตรเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญด้านโรคไตจากแพทย์สภารวมกันทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 247 คน  มีพยาบาลผู้ได้รับประกาศนียบัตรเป็นพยาบาลผู้เชี่ยวชาญโรคไตจากสมาคมโรคไต จำนวนทั้งสิ้น 453 คน  แต่เป็นที่น่าเสียดายว่ามีแพทย์พยาบาลเหล่านี้เพียงประมาณร้อยละ 30 เท่านั้นที่กระจายตัวปฏิบัติงานในต่างจังหวัดทั่วประเทศ ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตในต่างจังหวัดยังมีจำนวนแพทย์ พยาบาล ที่มีความรู้ความชำนาญด้านโรคไตยังไม่เพียงพอ  ข้อมูลจากสมาคมโรคไตในปี พ.ศ. 2548 ยังพบว่าในส่วนภูมิภาค ยังมีอีก 38 จังหวัดในประเทศไทยที่ยังไม่มีแพทย์ผู้มีความรู้ความชำนาญด้านโรคไตปฏิบัติงานอยู่
คณะอนุกรรมการลงทะเบียนรักษาทดแทนไตของสมาคมโรคไตยังได้รายงานจำนวนผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่เข้ารับการรักษาและมีชีวิตรอดทั่วประเทศไทยจนถึงวันสิ้นปี พ.ศ. 2547 พบว่ามีจำนวนผู้เข้ารับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมากถึง 12,614 คน มีผู้ป่วยฟอกล้างช่องท้องถาวรจำนวน 729 คน และมีผู้ที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตจำนวน 1542 คน รวมทั้งสิ้นคิดเป็นสัดส่วนผู้รับการรักษาทั้งสามวิธีเท่ากับ 236 รายต่อประชากรล้านคน และหากดูจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาใหม่ในปี พ.ศ. 2547 ทั้งหมดพบว่ามีจำนวนทั้งสิ้นมากถึง 7,871 รายต่อปีคิดเป็น 125 รายต่อประชากรล้านคน  ตัวเลขเหล่านี้คาดว่ายังมีอีกสามเท่าตัวที่เป็นโรคไตวายเช่นกันแต่ไม่ได้รับการรักษาเนื่องจากเบิกค่ารักษาไม่ได้และต้องเสียชีวิตไปเนื่องจากไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายค่ารักษาด้วยตนเอง และหากจะลองคำนวณค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคไตวายโดยคิดค่ารักษาเฉลี่ยอย่างต่ำเดือนละ 20,000 บาทต่อเดือนต่อคน ก็จะเห็นว่าจำนวนผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทยซึ่งแม้จะมีเพียงประมาณ 15,000 คน แต่ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายมากถึงปีละอย่างน้อย 3600 ล้านบาท  ผู้ป่วยเหล่านี้เสียชีวิตลงเพียงร้อยละ 10-20 ต่อปี  แต่มีการเพิ่มจำนวนเข้ามาใหม่มากถึงร้อยละ 50  ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่รวมผู้ที่เสียชีวิตไปก่อนเนื่องจากไม่มีค่ารักษา และแน่นอนว่าหากเลือกได้ คงไม่มีใครอยากเป็นโรคไตวาย คงไม่มีใครอยากถูกทอดทิ้งให้ตายเพราะไม่มีค่ารักษาพยาบาล ข้อมูลของสมาคมโรคไตฯ จึงสะท้อนถึงความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ในการให้การป้องกันการเจ็บป่วยอันเป็นเหตุให้เกิดโรคไตวายซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงต่อตัวผู้ป่วย ต่อครอบครัว และต่อสังคมของทั้งประเทศ


พันเอกนายแพทย์ถนอม  สุภาพร
ประธานอนุกรรมการลงทะเบียนรักษาบำบัดทดแทนไต สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย
และ รองผู้อำนวยการสำนักงานแพทย์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

Leave your comments

Post comment as a guest

0
Your comments are subjected to administrator's moderation.
terms and condition.
  • No comments found