tnns khua 2019

เรื่องเชิงวิชาการ

พิมพ์

สมรรถนะพยาบาลวิชาชีพที่ให้การดูแลผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง โรงพยาบาลรัฐ - บทนำ

เขียนโดย Orawan khunsumlee on .

บทนำ
โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของโลก ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตที่สูง ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายจำนวน 62.5 รายต่อประชากร 1 ล้านคนต่อปี และยังมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 156.56 รายต่อประชากร 1 ล้านคนต่อปี1  เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้  ซึ่งปัจจุบันการรักษามีได้ 3 วิธี คือ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมมาก แต่มีข้อจำกัดในเรื่องเครื่องฟอกเลือดที่ไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย  ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงมากถึง 2,200 ล้านบาทต่อปี2 ส่วนการปลูกถ่ายไต เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีที่สุด แต่มีข้อจำกัดจากมีผู้บริจาคไตทั่วประเทศน้อย ดังนั้นผู้ป่วยที่เหลือจึงต้องทำการรักษาด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้อง ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการที่ดีเนื่องจากผู้ป่วยสามารถทำได้เองที่บ้าน ปัจจุบันรัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมให้โรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศให้บริการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้องเป็นวิธีแรกในการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง3
การล้างไตทางช่องท้อง  เป็นการรักษาที่ใช้เยื่อบุช่องท้องเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนและขจัดของเสียออกจากร่างกายโดยการใส่สาย Tenckhoff  เข้าไปในช่องท้อง และมีการถ่ายน้ำยาล้างไตเข้าออกเพื่อนำของเสียจากเลือดขับออกมาทางน้ำยา3, 4   ซึ่งมีหลักการและมีวิธีการแตกต่างกับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เพราะต้องดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านไตเทียม และการฟอกเลือดผ่านเครื่องไตเทียม เพื่อนำเลือดออกจากตัวผู้ป่วยผ่านตัวกรอง แล้วจึงนำเลือดกลับคืนสู่ผู้ป่วยอีกครั้ง ดังนั้นการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจึงเป็นการบำบัดที่มีความยุ่งยากซับซ้อน และมีข้อจำกัดในการรักษาอย่างมาก5 ทำให้แนวโน้มการล้างไตทางช่องท้องเป็นทางเลือกแรกที่ดีที่สุดของการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง
สภาพของความเป็นจริงในปัจจุบันผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่บำบัดทดแทนไตด้วยการล้างไตทางช่องท้องส่วนใหญ่อยู่ในความรับผิดชอบของพยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม  ดังนั้นพยาบาลผู้ปฏิบัติงานด้านการล้างไตทางช่องท้องส่วนใหญ่ ขาดการเตรียมความพร้อมทั้งในด้านความรู้ ทักษะ และความเชี่ยวชาญด้านการล้างไตทางช่องท้อง  เพราะมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการรักษา มีการพัฒนาใช้นวัตกรรม และเทคนิคที่แปลกใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น6  แต่พยาบาลที่ให้การดูแลกลับได้รับการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอด ทำให้พยาบาลที่ทำหน้าที่ล้างไตทางช่องท้องส่วนใหญ่ปฏิบัติงานแบบลองผิดลองถูก3 ซึ่งพยาบาลที่ทำหน้าที่ล้างไตทางช่องท้องหากขาดสมรรถนะที่จำเป็นในการปฏิบัติงานเหล่านี้ อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อสูญเสียค่าใช้จ่ายสูงในการใช้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อ หรือทำให้ผู้ป่วยปวดท้องอย่างรุนแรงก็จะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้องได้อีกต่อไปได้7, 8 นอกจากนี้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่บำบัดทดแทนไตด้วยการล้างไตทางช่องท้อง มีภาวะซึมเศร้า ภาวะเครียด วิตกกังวล เนื่องจากการรักษาต้องทำเอง ต้องพึ่งพาญาติในบางครั้งเสียค่าใช้จ่าย และอาจได้รับผลเสียจากการดูแลตนเอง9 ส่วนผู้ให้บริการ พยาบาลรู้สึกว่าตนเองไม่มีประสบการณ์ และไม่มีความมั่นใจเพียงพอในการให้การรักษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการจัดการความรู้และพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการล้างไตทางช่องท้องอาจไม่ตอบสนองเพียงพอต่อความต้องการของพยาบาล1 ดังนั้นพยาบาลจึงต้องมีสมรรถนะ และมีความชำนาญเฉพาะทางในการให้การดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ล้างไตทางช่องท้อง แบบองค์รวม10
จากสภาพปัญหาดังกล่าว พยาบาลวิชาชีพที่ให้การดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ล้างไตทางช่องท้อง จึงเกิดการตื่นตัวในการศึกษาเกี่ยวพัฒนาสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพที่ให้การดูแลผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเอง เพื่อให้มีความรู้ ทักษะ ความสามารถ และค่านิยมในการให้การดูแลผู้ป่วยได้ย่างถูกต้อง และมีมาตรฐาน และสภาการพยาบาลได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องล้างไตทางช่องท้องเช่นกัน จึงได้พัฒนาหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทางสาขาการพยาบาลผู้ป่วยบำบัดทดแทนไต (การล้างทางช่องท้อง) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบุคลากรทางการพยาบาลให้มีสมรรถนะในการดูแลผู้ป่วยไตวายที่ล้างไตทางช่องท้องแบบ องค์รวม เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย ที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน11, 12
สมรรถนะ (Competency) หมายถึง ความรู้ ทักษะ และความสามารถ  ค่านิยมของบุคคลที่จะนำไปสู่ผลการปฏิบัติงานที่ดี13 สมรรถนะมีความสัมพันธ์กับผลการปฏิบัติงาน ซึ่งสามารถวัดได้โดยใช้เกณฑ์และมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ และปรับปรุงได้โดยการฝึกอบรมและพัฒนา14, 15จากการทบทวนวรรณกรรม ประกอบด้วย หลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทางสาขาการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดทดแทนไต (การล้างทางช่องท้อง) ของสภาการพยาบาล12, สุจิตรา ลิ้มอำนวยลาภ16, Bernardini17 ,Uttley และ Prowant18, Gokal4, นันทา มหันธนันท์19 , ทวี ศิริวงศ์ 3, Irene20 พบว่ายังไม่พบการระบุถึงสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพที่ให้การดูแลผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง กล่าวแต่เพียงบทบาทหน้าที่ และความสามารถ ซึ่งยังไม่ครอบคลุมถึงสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ให้การดูแลผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องโรงพยาบาลรัฐ ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาเรื่องนี้ โดยได้นำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์สมรรถนะพยาบาลวิชาชีพที่ให้การดูแลผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องตามบทบาทหน้าที่ ประกอบด้วยสมรรถนะ 6 ด้าน ดังนี้
1) ด้านการดูแลผู้ป่วยก่อน ขณะ และหลังการล้างไตทางช่องท้อง 
2) ด้านการสื่อสาร การสอนและการให้ข้อมูล
3) จริยธรรมและการพิทักษ์สิทธิ
4) การวิจัยและการพัฒนางาน
5) การบริหารจัดการหน่วยล้างไตทางช่องท้อง
6) การดูแลผู้ป่วยที่บ้าน และบูรณาการร่วมกับความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ได้สมรรถนะพยาบาลวิชาชีพที่ให้การดูแลผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง ตามเทคนิคการวิจัยเชิงอนาคต EDFR   ซึ่งเป็นเทคนิคหนึ่งที่ได้รับการยอมรับและนิยมใช้ศึกษาสมรรถนะคือการกำหนดสมรรถนะโดยผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญโดยให้ผู้เชี่ยวชาญระบุพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพนั้น ๆ ว่าต้องมีความรู้เรื่องอะไร ต้องมีทักษะที่จำเป็นอะไรบ้าง และจะต้องมีค่านิยมทางวิชาชีพอย่างไรบ้าง ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงเลือกศึกษาสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ให้การดูแลผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง โรงพยาบาลรัฐ โดยการรวบรวมความคิดเห็นที่เป็นฉันทามติจากผู้เชี่ยวชาญ